บทความเชิงวิชาการ

ยาแก้ไอผสมโคเดอีน
นายแพทย์ดำรงค์ แวอาลี 
จิตแพทย์ โรงพยาบาลยะลา 
           ยาแก้ไอที่มีส่วนผสมโคเดอีน เป็นยาเสพติดที่แพร่ระบาดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาในช่วง 10 ปีมานี้ โดยเริ่มจากกลุ่มวัยรุ่นชาวมาเลียเซียนำมาเสพ
  จากนั้นได้เข้ามาระบาดในหมู่ วัยรุ่นไทยในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี และพื้นที่ใกล้เคียงที่มีเขตติดต่อกับประเทศ เพื่อนบ้านดังกล่าว
           ยาแก้ไอที่วางจำหน่ายในท้องตลาดมีหลายประเภททั้งยาน้ำ ยาเม็ด ยาอม ซึ่งยาเหล่านี้ จะมีส่วนผสมที่ต่างกัน มีทั้งชนิดที่ผสมโคเดอีนและไม่ผสมโคเดอีน
โคเดอีน
           เป็นสารประเภทอัลคาลอยด์ที่สกัดออกมาจาฝิ่น จึงมีฤทธิ์เสพติดได้เช่นเดียวกับฝิ่นและ เฮโรอีน เมื่อเสพเข้าไปร่างกายจะเปลี่ยนสารโคเดอีนเป็นมอร์ฟีนเช่นเดียวกับเฮโรอีน
 แต่ได้ปริมาณ มอร์ฟีนน้อยไม่ถึง 10% แต่ถ้าเสพไปจำนวนมากก็จะมีฤทธิ์กดประสาทเช่นเดียวกัน โคเดอีนจัดเป็นยาเสพติดให้โทษ ประเภท 2 ตาม พรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
 แต่ถ้าผสมเป็นตำรับยาแก้ไอที่ใช้สารเสพติดกันในปัจจุบันจะจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 3 ตามพรบ.ดังกล่าว โดยใน 5 ซี.ซี. (1 ช้อนชา) จะมีส่วนประกอบของ Codeine
 phosphate 9 mg และ Promethazine Hcl 3.6 mg ซึ่งในทางการแพทย์จะใช้สำหรับแก้ไอเพราะมีฤทธิ์กดศูนย์การไอในสมอง โดยให้รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา วันละ 3-4 ครั้ง  แต่ในกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้ผิดประเภท (abuse) จะใช้ในปริมาณที่มากกว่าหลายเท่าทำให้เกิดอาการเคลิ้มฝัน (Euphoria) ผ่อนคลายหายเครียด และเกิดเสพติด (Dependence) ได้ในที่สุด
            ยาแก้ไอที่มีส่วนผสมโคเดอีนดังกล่าวในปัจจุบันมีหลากหลายยี่ห้อ เช่น Phensedyl ซึ่งเป็นยี่ห้อแรกๆที่มีการใช้ , Nordyl , Nortuss เป็นสีน้ำตาลใส
 กลิ่นเหมือนกล้อยหอม Decough เป็นยาน้ำใสเหมือนหวานเย็น , Coughcodyl รสหวาน เข้มข้นกว่า สีน้ำตาลอยู่ในขวดพลาสติกสีขาว เป็นต้น แต่ในปัจจุบัน มักเสพแบบไม่มียี่ห้อโดยผู้ขาย  จะซื้อเป็นแกลลอนมาแบ่งบรรจุขายเป็นขวดหรือเป็นถุง
สถานการณ์การแพร่ระบาด
            ช่วงก่อนประกาศสงครามกับยาเสพติดของรัฐบาล มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด มากรวมทังยาแก้ไอผสมโคเดอีน เนื่องจากสภาพภูมิประเทศมีความคาบเกี่ยวเขตแดนไทยมาเลเซีย  จึงมีการลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยลักลอบนำมาจากร้านขายยาแถวปีนังและกัวลาลัมเปอร์ บางส่วนมาจากสิงค์โปร์ ผ่านมาเลเซียและเข้ามายังจังหวัดชายแดนใต้ของไทย
 ซึ่งส่วนใหญ่บรรจุเป็นแกลลอน 4 ลิตร ราคาซื้อ 1,800 บาท เมื่อนำมาขายให้กับพ่อค้าในเมืองไทยได้ 3,000-4,000 บาท แล้วนำไปแบ่งขายเป็นถุงหรือขวดเล็กๆ 30,50 และ 100 ซีซี ราคา  50 , 60 และ 120 บาทตามลำดับ
            การระบาดของยาแก้ไอนี้แพร่หลายในหมู่วัยรุ่นทั้งในและนอกระบบการศึกษา มักเริ่มเสพตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นตอนกลางถึงตอนปลายช่วงอายุ 14-20 ปี เป็นวัยอยากรู้อยากลองตามเพื่อน  การหาซื้อง่ายวิธีการเสพไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องมีอุปกรณ์พิเศษใดๆ ดูไม่รู้ว่ากำลังเสพเพราะเหมือนนั่งกินน้ำพูดคุยกันกับเพื่อนๆ อีทั้งสื่อการประชาสัมพันธ์เรื่องพิษภัยยังมีน้อยไม่เหมือนกรณียาบ้า
            จากการสำรวจข้อมูลยาเสพติดของจังหวัดปัตตานี พบว่าชนิดของยาเสพติดที่มีการระบาดอันดับหนึ่งคือกัญชา รองลงมาคือยาบ้าและยาแก้ไอที่มีส่วนผสมโคเดอีน ซึ่งมีแนวโน้ม
 จะเพิ่มขึ้น และจากสถิติการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับคดียาแก้ไอของตำรวจภูธรปัตตานี มีจำนวน 69 และ 153 รายในปี 2544 และ 2545 ตามลำดับ  ส่วนสถิติการเข้ารับการบำบัดที่ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดปัตตานีก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีจำนวน 14,17 และ 28 ราย ในปี 2543,2544 และ 2545 ตามลำดับ  ส่วนสถิติการเข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาลยะลาพบมีจำนวน 3/158 , 7/155 และ 12/212 รายในปี 2544,2545 และ 2546 ตามลำดับ
            จากการศึกษาสภาพอุปสงค์-อุปทานสารเสพติด ภาคใต้ โดยการสัมภาษณ์ผู้เข้ารายงานตัวรับการบำบัดในช่วงประกาศสงครามในจังหวัดสงขลา,ยะลา และนราธิวาส จำนวน 482 คน
 พบว่า มีผู้ที่ใช้ยาเสพติดช่วงมาบำบัดจำนวน 190 คน เป็นกัญชา 80 คน ยาบ้า 74 คน เฮโรอีน 37 คน และยาแก้ไอผสมโคเดอีน 22 คน
            แต่จากการประมาณการจำนวนผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในภาคใต้ทั้งหมด กลับไม่ค่อยพบผู้ที่ใช้ยาแก้ไอ โดยมีรายงานว่าเคยใช้ กระท่อมมากที่สุด รองลงมาคือกัญชา และยาบ้า  แสดงว่ายาแก้ไอผสมโคเดอีนจะระบาดเฉพาะใน 3-4 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น
            จากข้อมูลงานวิจัยของศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดปัตตานี สำรวจนักเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษาในจัดหวัดปัตตานีเมื่อเดือน พ.ค.-ก.ค.2546 จำนวน 1,000 คน  พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีประสบการณ์ในการใช้ บุหรี่,ยาแก้ไอผสมโคเดอีน,สุรา และกัญชา คิดเป็นร้อยละ 16.7 , 13.3 , 10.1 และ 5.0 ตามลำดับ  แสดงว่านักเรียนกลุ่มดังกล่าวในจัดหวัดปัตตานีมีประสบการณ์ในการใช้ยาแก้ไอผสมโคเดอีนมากกว่ายาเสพติดอื่นๆ รองจากบุหรี่เท่านั้นนอกจากนี้ในงานวิจัยยังพบว่า  สาเหตุสำคัญที่ทำให้เสพยาแก้ไอ คือ ความอยากรู้อยากลองอยากเป็นที่ยอมรับของเพื่อน และมีความเชื่อว่าเสพยาแก้ไอเมาทำให้มีความสุขทังกายและใจ
พฤติกรรมการเสพ
             จากการสัมภาษณ์และรักษาผู้ป่วยที่มาบำบัดในโรงพยาบาลยะลาและคลีนิกส่วนตัวและจากรายงานต่างๆ พบว่าผู้เสพยาแก้ไอส่วนใหญ่จะผสมกับน้ำอัดลม "โค้ก" ผู้เสพบอกว่าทำ
 ให้รู้สึกซ่าๆ และคนอื่นสังเกตไม่เป็น เข้าใจว่าดื่มน้ำอัดลมธรรมดา เสพเป็นกลุ่ม 2-5 คน ตามร้านน้ำชา ร้านคาราโอเกะหรือแหล่งบันเทิงเริงรมย์ต่างๆ บางคนที่เสพหนักจะเสพคนเดียวที่บ้าน  บางคนใช้เฮโรอีนอยู่เมื่อไม่มียาให้เสพก็อาจใช้ยาแก้ไอและยานอนหลับเพื่อลดอาการเสี้ยน เช่นเดียวกับผุ้ที่รักษาด้วยยาน้ำเมธาโดนที่มากินไม่ทันหรือยังมีอาการเสี้ยนก็อาจใช้ยาแก้ไอเป็นครั้งคราว
             วัยรุ่นที่เสพยาเป็นกลุ่มจะใช้วิธีการเทยาแก้ไอลงในแก้วปริมาณเท่าๆ กันแล้วเทโค้กลงในแก้วดื่มไปพูดคุยกันไปตามประสาวัยรุ่น บางคนผสมยากล่อมประสาทหรือยานอนหลับทำให้
 เมามากขึ้น
แหล่งซื้อและราคาซื้อขาย
             เดิมผู้ใช้จะซื้อตามร้านขายยาหรือคลินิกแพทย์บางแห่ง หรือซื้อจากวัยรุ่นด้วยกันที่รับยามาขายต่อ มีทั้งมาจากรุงเทพฯ หาดใหญ่ และมาเลเซีย ผู้เสพจะรู้ว่าซื้อได้จากร้านขายยา
 ที่ไหน ในปัจจุบันมีการควบคุมกันมากขึ้น หาซื้อตามร้านขายยายากขึ้น การซื้อขายจึงผ่านกลุ่มวัยรุ่นด้วยกัน ส่วนราคาขายจะแตกต่างกันในช่วงเวลา และสถานที่ ช่วง 2-3  ปีก่อนจะซื้อกันในราคาขวดละประมาณ 120-150 บาท (100 ซีซี) ในปัจจุบันหลังประกาศสงครามการหายายากขึ้น ราคาจะเพิ่มเป็น 300-500 บาทต่อขวด 100 ซีซี พบว่าวัยรุ่นที่ใช้ช่วงแรกๆ  จะใช้จ่ายประมาณ 50-100 บาท/วัน เมื่อใช้ไปจนติดก็จะเพิ่มขึ้น 100-400 บาท/วัน
การออกฤทธิ์
             โคเดอีน จะออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลาง มีฤทธิ์กดประสาทเช่นเดียวกับฝิ่นและเฮโรอีน ทำให้ลดการทำงานของประสาทส่วนกลางทำให้เกิดอาการดังนี้
- ลดความเจ็บปวด
- ลดการไอ
- นอนหลับ
- รู้สึกเคลิบเคลิ้มมีความสุข
- ลดความเครียด
- การหายใจช้าลง
- ม่านตาหดเล็กลง
อาการขาดยา
               เมื่อหยุดการใช้จะมีอาการขาดยาคล้ายเสี้ยนเฮโรอีนแต่อาการน้อยกว่าเช่น
- หาว น้ำมุกไหล
- ถ่ายเหลว ปวดท้อง
- ปวดกล้ามเนื้อ
- หน้าแดง ความดันสูง
- เครียด นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย
การบำบัดรักษา
               รักษาเหมือนผู้เสพ/ติดยาเสพติดทั่วไป 4 ขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมการ ถอนพิษยา ฟื้นฟูสมรรถภาพ และติดตามผล โดยในขั้นถอนพิษยานั้น จำเป็นต้องให้ยาลดอาการเสี้ยนด้วย  รักษาตามอาการเช่น ยาแก้ปวด,NSAID,ยาคลายกล้ามเนื้อ ยากล่อมประสาท ยาแก้เครียด เป็นต้น พึงระวังยาที่อาจทำให้เสพติดอี นอกจากนี้ยังต้องฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ  เพื่อป้องกันการเสพซ้ำและให้หยุดยาได้นานที่สุด ซึ่งจากการรักษาผู้เสพยาแก้ไอที่ผ่านมาพบว่าได้ผลดีพอสมควร
......................................................................................................................................
เอกสารอ้างอิง
                1. ภาณุพงศ์ จิตะสมบัติ.สิ่งเสพติด 2000.สำนักนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการ
                               ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด.2546:10-12.
                2. วราลักษณ์ ปรีชาสุชาติ,สรินฎา ปูติ,แวซารีปะห์ หะยีหะมะ,จารุวรรณ เหมือนสุดใจ,
                               รอดีหย๊ะ สาเหาะ. รายงานวิจัย "ปัจจัยที่ความสัมพันธ์กับทัศนะต่อการเสพยาแก้ไอ
                               ที่มีส่วนประกอบโคเดอีนของนักเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษาในจัดหวัด
                               ปัตตานี "ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดปัตตานี.2546
                3. ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี และคณะ. สถานภาพการใช้และประมาณการจำนวนผู้เกี่ยวข้องกับสาร
                               เสพติดในภาคใต้ปี2546.เอกสารประกอบการประชุมวิชาการสารเสพติดภาคใต้
                               ครั้งที่ 2 วันที่ 23-24 กรกฎาคม 2547
                4. ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี, กุสุมา กูใหญ่. ประมาณการจำนวนผู้เกี่ยวข้องกับสารเสพติดในภาคใต้.
                               การประชุมวิชาการสารเสพติดระดับชาติครั้งที่ 1 วันที่ 25-27 กันยายน 2545.
                5. สาวิตรี อัษณางค์กรชัย, อุไรวรรณ พัฒนสัตยวงศ์, ขวัญตา บาลทิพย์, ช่อลดา พันธุเสนา.
                               สถานภาพอุปสงค์-อุปทานสารเสพติภาคใต้.2546